ทำไมอยู่ ๆ คนใช้โดรนไทยถึงต้องเจอกฎมากขึ้น ?
- Drone Thai

- 8 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
หลายคนกำลังพูดถึงการอบรม ใบอนุญาต ศูนย์ฝึก การบันทึกสิทธิการบิน และ Remote ID แต่สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจใหญ่กว่านั้นมาก
UAV 69
EP 5

โดย ครูแดง @ DTTC
หากคุณเป็นผู้ใช้งานโดรนในประเทศไทย ช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา คุณอาจเริ่มรู้สึกว่าการบินโดรนไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
จากเดิมที่หลายคนคุ้นเคยกับการขึ้นทะเบียนอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน วันนี้วงการเริ่มพูดถึงการบันทึกสิทธิการบิน การฝึกอบรม ศูนย์ฝึกที่ได้รับการรับรอง การขออนุญาตปฏิบัติการบินนอกเงื่อนไขปกติ การบินนอกระยะสายตาผู้ควบคุม หรือ BVLOS (Beyond Visual Line of Sight) รวมถึงการเตรียมตัวเข้าสู่ระบบ Remote ID ที่กำลังถูกผลักดันโดย กสทช.
สำหรับผู้ใช้งานจำนวนมาก สิ่งเหล่านี้ดูเหมือนเป็นกฎคนละเรื่อง และบางครั้งก็ชวนให้ตั้งคำถามว่า ทำไมการบินโดรนที่เคยเรียบง่ายจึงเริ่มมีเงื่อนไขมากขึ้นเรื่อย ๆ
แต่หากถอยออกมามองภาพรวม สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจไม่ใช่เรื่องของ Remote ID ไม่ใช่เรื่องของใบอนุญาต และไม่ใช่เรื่องของการอบรมเพียงอย่างเดียว
อย่างน้อยก็ไม่ใช่ทั้งหมด
เพราะทั้งหมดอาจเป็นส่วนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่กว่านั้นมาก
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนไทยคุ้นเคยกับโดรนในฐานะกล้องบินได้ เครื่องมือทำงาน หรือกิจกรรมยามว่าง แต่ในอีกมุมหนึ่ง โลกกำลังเดินเข้าสู่ยุคที่ท้องฟ้าระดับต่ำจะไม่ได้มีเพียงโดรนถ่ายภาพอีกต่อไป
โดรนเกษตร โดรนสำรวจ โดรนตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน โดรนกู้ภัย โดรนรักษาความปลอดภัย โดรนส่งสินค้า อากาศยานอัตโนมัติ และเทคโนโลยีการบินรูปแบบใหม่ กำลังถูกพัฒนาอย่างรวดเร็วทั่วโลก
คำถามจึงเริ่มเปลี่ยนจาก
“ใครมีสิทธิบิน”
ไปสู่
“จะทำอย่างไรให้ทุกสิ่งที่ใช้น่านฟ้าสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างปลอดภัย”
เมื่อมองจากมุมนี้ หลายสิ่งที่ดูเหมือนไม่เกี่ยวข้องกันก็เริ่มเชื่อมต่อกันทันที
Remote ID การฝึกอบรม ใบอนุญาต ศูนย์ฝึก การขึ้นทะเบียน และการขออนุญาตบินนอกเงื่อนไขปกติ อาจไม่ได้เป็นคนละเรื่องอย่างที่หลายคนคิด
เพราะทั้งหมดกำลังพาไปสู่คำถามเดียวกันว่า
“เมื่อวันหนึ่งท้องฟ้ามีผู้ใช้งานมากขึ้น เราจะบริหารจัดการมันอย่างไร”
ในวงการการบิน แนวคิดนี้เรียกว่า UTM (Unmanned Aircraft Traffic Management) หรือระบบบริหารจัดการการจราจรอากาศยานไร้คนขับ
แต่หากพูดให้เข้าใจง่ายที่สุด UTM คือความพยายามทำให้ทุกสิ่งที่อยู่บนฟากฟ้าสามารถระบุตัวตน ติดตาม และบริหารจัดการได้ ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นโดรน เครื่องบินบังคับวิทยุ อากาศยานไร้คนขับ หรือเทคโนโลยีการบินรูปแบบใหม่ในอนาคต
ระบบต้องรู้ว่าอะไรอยู่บนท้องฟ้า อยู่ที่ไหน ใครเป็นผู้รับผิดชอบ กำลังทำอะไรอยู่ และมีสิทธิทำการบินหรือไม่
เมื่อมองแยกกัน ทุกเรื่องดูเหมือนเป็นรายละเอียด
แต่เมื่อมองรวมกัน ทุกเรื่องกำลังพาไปสู่ภาพเดียวกัน
นั่นคือ การสร้าง “ระบบจราจรบนท้องฟ้า”
อย่างไรก็ตาม ความท้าทายของประเทศไทยอาจไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การออกแบบระบบให้สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทยด้วย
คนไทยจำนวนมากเริ่มต้นจากการใช้โดรนเพื่อถ่ายภาพ ท่องเที่ยว ทำการเกษตร หรือสร้างรายได้เสริม โดยไม่เคยรู้สึกว่าตนเองกำลังอยู่ในระบบการบิน
เมื่อกฎเกณฑ์เริ่มเพิ่มขึ้น ความกังวลจึงไม่ใช่เรื่องแปลก
ไม่ใช่เพราะผู้ใช้งานไม่เห็นความสำคัญของความปลอดภัย
แต่เพราะหลายคนกำลังตั้งคำถามว่า กฎที่ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับอนาคต จะเหมาะสมกับผู้ใช้งานในปัจจุบันหรือไม่
โดรนถ่ายภาพขนาดเล็กควรถูกกำกับแบบเดียวกับโดรนส่งสินค้าหรือไม่
ผู้ใช้งานเพื่อการท่องเที่ยวหรือสันทนาการควรถูกกำกับด้วยเงื่อนไขเดียวกับผู้ประกอบการเชิงพาณิชย์หรือไม่
และประเทศไทยกำลังสร้างระบบที่เหมาะสมกับบริบทของตนเอง หรือกำลังพยายามคัดลอกโมเดลจากต่างประเทศโดยไม่ปรับให้เข้ากับความเป็นจริงของสังคมไทย
คำถามเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก
เพราะประวัติศาสตร์ของอุตสาหกรรมการบินทั่วโลกแสดงให้เห็นว่า ระบบที่ดีไม่ได้เกิดจากการเขียนกฎที่เข้มที่สุด แต่เกิดจากการสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ และการยอมรับจากสังคม
นี่คือเหตุผลที่ผู้เขียนมองว่า ช่วงเวลานี้สำคัญกว่าที่หลายคนคิด
เพราะทั้ง กสทช. และ กพท. กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็นต่อข้อกำหนดที่อาจมีผลต่อทิศทางของอุตสาหกรรม UAV ไทยในอีกหลายปีข้างหน้า
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้งานจำนวนมากอาจยังไม่รู้ว่าตนเองสามารถส่งความคิดเห็นได้ หรือมองว่าความเห็นของตนเองคงไม่เปลี่ยนอะไร
แต่ในหลายประเทศ นี่คือช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดช่วงหนึ่งของกระบวนการออกกฎ
กรณี Remote ID ของ FAA (Federal Aviation Administration หรือสำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา) เป็นตัวอย่างที่น่าสนใจ เพราะมีประชาชน องค์กรวิชาชีพ ผู้ประกอบการ และผู้ใช้งาน ส่งความคิดเห็นเข้าสู่ระบบมากกว่า 53,000 ฉบับในช่วงเปิดรับฟังความคิดเห็น จนหลายข้อเสนอของ FAA ต้องถูกนำกลับมาทบทวน ปรับปรุง และอธิบายใหม่ต่อสาธารณะก่อนประกาศใช้จริง
ไม่ใช่เพราะรัฐยอมถอย
แต่เพราะกฎที่ดีควรถูกทดสอบจากมุมมองของผู้ที่ต้องอยู่กับมัน
ผู้เขียนไม่ได้กำลังชวนให้คัดค้านหรือสนับสนุน Remote ID เป็นการเฉพาะ
แต่กำลังชวนให้ผู้ใช้งานโดรนไทยมีส่วนร่วมกับกระบวนการที่กำลังออกแบบอนาคตของน่านฟ้าไทย
ผู้เขียนเชื่อว่าประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับมาตรฐานด้านความปลอดภัย การพัฒนาบุคลากร และการกำกับดูแลให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล
แต่ในเวลาเดียวกัน เราก็ควรสร้างระบบที่เอื้อต่อการเรียนรู้ การวิจัย การพัฒนาเทคโนโลยี และการเติบโตของอุ
หกรรม UAV ไทยไปพร้อมกัน
เพราะท้ายที่สุดแล้ว คำถามสำคัญอาจไม่ใช่ว่าเราจะมีกฎอะไรเพิ่มขึ้นอีก
แต่คือ
ประเทศไทยกำลังสร้างอนาคตของท้องฟ้าไทยแบบไหนกันแน่
และ
ใครควรมีสิทธิร่วมออกแบบอนาคตนั้น
เพราะอนาคตของท้องฟ้าไทยไม่ควรถูกกำหนดโดยเทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว
ไม่ควรถูกกำหนดโดยหน่วยงานกำกับดูแลเพียงฝ่ายเดียว
และไม่ควรถูกกำหนดโดยคนเพียงไม่กี่กลุ่ม
แต่ควรเป็นอนาคตที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของทุกคนที่ต้องใช้น่านฟ้าร่วมกัน
หากคุณเห็นด้วย ส่งความคิดเห็น
หากคุณไม่เห็นด้วย ยิ่งควรส่งความคิดเห็น
เพราะวันที่ร่างกฎยังเปิดรับฟังความคิดเห็น คือวันที่คุณยังมีโอกาสร่วมออกแบบอนาคตของท้องฟ้าไทย
แต่เมื่อกฎถูกประกาศใช้แล้ว คุณอาจเหลือเพียงสิทธิในการปฏิบัติตาม
และบางทีคำถามสำคัญที่สุดของ UAV ไทยในวันนี้ อาจไม่ใช่ว่าเรากำลังสร้างกฎอะไรเพิ่มขึ้น
แต่คือ
“เรากำลังสร้างเพียงระบบกำกับดูแล UAV หรือกำลังก่อร่างอุตสาหกรรม UAV ไทยให้เติบโตไปพร้อมกับระบบนั้น”
เพราะสุดท้ายแล้ว ความสำเร็จของประเทศอาจไม่ได้วัดจากจำนวนกฎที่ออกมา
แต่วัดจากจำนวนคนไทย บริษัทไทย และเทคโนโลยีไทย ที่สามารถเติบโตขึ้นมาได้ภายใต้กฎเหล่านั้น
CR : ครูแดง @ DTTC
Drone Thai Training Center (DTTC)
อนุญาตให้เผยแพร่ อ้างอิง หรือส่งต่อได้ โดยคงสาระสำคัญไว้ครบถ้วนและระบุเครดิต





ความคิดเห็น