top of page
dji-neo-2-motion-fly-more-combo.webp

Remote ID : เมื่อความปลอดภัยและความเป็นส่วนตัว ต้องเดินไปด้วยกัน

UAV ไทย 69  

EP 3






โดย ครูแดง @ DTTC



ในช่วงที่ผ่านมา ประเด็นเรื่อง Remote ID ได้กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากการรับฟังความคิดเห็นต่อร่างประกาศของ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน

หลายคนอาจเคยได้ยินคำนี้ผ่านสื่อ ผ่านการประชุมรับฟังความคิดเห็น หรือจากการพูดคุยในวงการโดรน แต่ยังคงมีคำถามสำคัญอยู่เสมอว่า

Remote ID คืออะไร

มีไว้เพื่ออะไร

และท้ายที่สุดแล้ว ระบบนี้ถูกออกแบบมาเพื่อความปลอดภัย หรือกำลังกระทบต่อความเป็นส่วนตัวของผู้ใช้งาน

คำตอบอาจไม่ง่ายอย่างที่คิด

เพราะนี่ไม่ใช่ประเด็นที่ประเทศไทยกำลังเผชิญอยู่เพียงลำพัง

แต่เป็นคำถามเดียวกับที่หน่วยงานกำกับดูแลด้านการบินในสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป สหราชอาณาจักร ญี่ปุ่น และอีกหลายประเทศทั่วโลก กำลังพยายามหาจุดสมดุลร่วมกัน

หลายคนเข้าใจว่า Remote ID คือระบบติดตามอากาศยานไร้คนขับผ่านดาวเทียม หรือเป็นระบบที่ส่งข้อมูลกลับไปยังหน่วยงานรัฐตลอดเวลา

บางคนถึงกับกังวลว่า เมื่อเปิดใช้งานอากาศยาน ข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งตรงไปยังหน่วยงานกำกับดูแลโดยอัตโนมัติ

แต่ในความเป็นจริง หลักการพื้นฐานของ Remote ID ในหลายประเทศไม่ได้ทำงานในลักษณะดังกล่าว

ประเด็นสำคัญที่มักถูกเข้าใจคลาดเคลื่อน คือคำถามว่า

“Remote ID ส่งข้อมูลมาจากไหน”

ในทางเทคนิค อากาศยานไร้คนขับสมัยใหม่จำนวนมากติดตั้งระบบระบุตำแหน่งผ่านดาวเทียม หรือ GNSS (Global Navigation Satellite System) อยู่ภายในอากาศยานอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็น GPS ของสหรัฐอเมริกา Galileo ของสหภาพยุโรป GLONASS ของรัสเซีย หรือ BeiDou ของจีน

ระบบเหล่านี้มีหน้าที่ช่วยให้อากาศยานทราบตำแหน่งของตนเอง

แต่ไม่ได้หมายความว่าข้อมูลทั้งหมดจะถูกส่งกลับไปยังหน่วยงานรัฐผ่านดาวเทียมโดยอัตโนมัติ

ในมาตรฐาน Remote ID หลายรูปแบบที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน ข้อมูลตำแหน่ง ความสูง ความเร็ว หรือข้อมูลการบินพื้นฐาน จะถูกนำมาส่งออกในระยะใกล้ผ่านเทคโนโลยีไร้สาย เช่น Wi-Fi หรือ Bluetooth เพื่อให้อุปกรณ์ที่สามารถรับสัญญาณได้ในบริเวณใกล้เคียงสามารถรับข้อมูลดังกล่าวได้

ทั้งนี้ รายละเอียดข้อมูลที่ถูกส่งออก รูปแบบการส่งข้อมูล ระยะการรับสัญญาณ และผู้มีสิทธิ์เข้าถึงข้อมูล อาจแตกต่างกันไปตามมาตรฐานและข้อกำหนดของแต่ละประเทศ

กล่าวอีกนัยหนึ่ง

ดาวเทียมช่วยให้อากาศยาน “รู้ว่าตัวเองอยู่ที่ไหน”

แต่ Remote ID คือระบบที่ช่วยให้ผู้อื่นสามารถ “รู้ว่าอากาศยานลำนั้นคือใคร”

การทำความเข้าใจความแตกต่างระหว่างการระบุตำแหน่งกับการส่งข้อมูล จึงเป็นเรื่องสำคัญก่อนที่จะตัดสินว่า Remote ID ควรถูกมองอย่างไร

หากอธิบายให้เข้าใจง่ายที่สุด

Remote ID มีแนวคิดคล้าย “ป้ายทะเบียนอิเล็กทรอนิกส์” ของอากาศยาน

โดยอากาศยานจะประกาศข้อมูลบางส่วนออกมาในระยะใกล้ เพื่อให้สามารถตรวจสอบตัวตนและติดตามย้อนกลับได้เมื่อเกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยหรือความมั่นคง

แม้ Remote ID จะมีวัตถุประสงค์และรายละเอียดทางเทคนิคแตกต่างจากระบบที่ใช้งานในอุตสาหกรรมการบินและการเดินเรือ แต่แนวคิดพื้นฐานเรื่องการระบุตัวตนและการตรวจสอบย้อนกลับของผู้ใช้งานในพื้นที่ปฏิบัติการนั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่

ตัวอย่างที่เห็นได้ในปัจจุบัน ได้แก่ ระบบ ADS-B ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการบิน และระบบ AIS ที่ใช้ในอุตสาหกรรมการเดินเรือ

เมื่อจำนวนอากาศยานเพิ่มขึ้น การระบุตัวตนและการตรวจสอบย้อนกลับย่อมกลายเป็นส่วนหนึ่งของระบบความปลอดภัยที่หลีกเลี่ยงได้ยาก

ในมุมมองของหน่วยงานกำกับดูแล Remote ID จึงถูกมองว่าเป็นเครื่องมือสำคัญที่จะช่วยให้สามารถระบุอากาศยานที่ปฏิบัติการอยู่ในพื้นที่ได้รวดเร็วขึ้น

ช่วยสนับสนุนการบังคับใช้กฎหมาย

ลดความเสี่ยงจากการใช้งานที่ไม่เหมาะสม

และเพิ่มความเชื่อมั่นของสังคมต่อการใช้งานโดรนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม อีกด้านหนึ่งของประเด็นนี้กลับเป็นเรื่องที่ผู้ใช้งานจำนวนไม่น้อยให้ความสำคัญเช่นกัน

นั่นคือเรื่องของความเป็นส่วนตัว

หลายคนตั้งคำถามว่า

ข้อมูลใดควรถูกเปิดเผย

ใครควรมีสิทธิ์เข้าถึง

และจะมีมาตรการป้องกันการนำข้อมูลไปใช้นอกเหนือจากวัตถุประสงค์ด้านความปลอดภัยอย่างไร

โดยเฉพาะสำหรับผู้ปฏิบัติงานเชิงพาณิชย์

สื่อมวลชน

ผู้ตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน

ผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณภัย

หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับภารกิจด้านความมั่นคง

คำถามเหล่านี้ล้วนเป็นคำถามที่สมเหตุสมผล

และไม่ใช่เฉพาะในประเทศไทย

ในหลายประเทศ การผลักดัน Remote ID ไม่ได้เกิดขึ้นโดยปราศจากข้อถกเถียง

ตรงกันข้าม กลุ่มนักบินโดรนเชิงพาณิชย์ นักข่าว ผู้ปฏิบัติงานด้านสาธารณภัย และภาคประชาชนจำนวนไม่น้อย ต่างแสดงความกังวลว่าการเปิดเผยข้อมูลตำแหน่งหรือข้อมูลผู้ปฏิบัติงานโดยไม่มีกลไกคุ้มครองที่เหมาะสม อาจนำไปสู่ความเสี่ยงด้านความปลอดภัยส่วนบุคคลได้เช่นกัน

นี่จึงเป็นเหตุผลที่หลายประเทศใช้เวลาหลายปีในการศึกษา ทดสอบ และปรับปรุงแนวทางการนำ Remote ID มาใช้งาน

ดังนั้น ประเด็นสำคัญอาจไม่ใช่ว่า

“ควรมี Remote ID หรือไม่”

แต่คือ

“จะออกแบบ Remote ID อย่างไร”

ให้สามารถตอบโจทย์ด้านความปลอดภัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ

โดยไม่กระทบต่อสิทธิ ความเป็นส่วนตัว และการใช้งานที่ถูกต้องตามกฎหมายเกินความจำเป็น

ในความเป็นจริง หากไม่มีระบบที่สามารถระบุตัวตนของอากาศยานได้อย่างเหมาะสม การเปิดให้มีภารกิจที่ซับซ้อนมากขึ้นในอนาคตย่อมเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก

ในอีกมุมหนึ่ง หลายประเทศไม่ได้มอง Remote ID เป็นเพียงเครื่องมือสำหรับการกำกับดูแลหรือการบังคับใช้กฎหมายเท่านั้น

แต่ยังมองว่าเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจและนวัตกรรมในอนาคต

ไม่ว่าจะเป็นการขนส่งสินค้า

การตรวจสอบโครงสร้างพื้นฐาน

การสำรวจพื้นที่ขนาดใหญ่

การบินอัตโนมัติ

หรือการปฏิบัติการนอกระยะสายตา (BVLOS)

เพราะเมื่อมีอากาศยานจำนวนมากใช้งานร่วมกันในพื้นที่เดียวกัน การระบุตัวตนและการติดตามย้อนกลับได้อย่างเหมาะสม จะกลายเป็นหนึ่งในเงื่อนไขพื้นฐานของการดำเนินงานเหล่านี้

เมื่อการใช้งานอากาศยานไร้คนขับเริ่มขยายจากการบินเพื่อการพักผ่อน ไปสู่ภารกิจเชิงพาณิชย์และการปฏิบัติการที่มีความซับซ้อนมากขึ้น บทบาทของ Remote ID จึงเริ่มเชื่อมโยงกับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการจัดการจราจรทางอากาศในอนาคต

ในมุมมองของหลายประเทศ Remote ID จึงไม่ได้ถูกพัฒนาขึ้นเพียงเพื่อระบุตัวตนของโดรนในปัจจุบัน

แต่ยังเป็นหนึ่งในองค์ประกอบสำคัญของระบบบริหารจราจรอากาศยานไร้คนขับ หรือ UTM (Unmanned Aircraft System Traffic Management)

ซึ่งกำลังถูกพัฒนาเพื่อรองรับอนาคตที่ท้องฟ้าอาจมีอากาศยานไร้คนขับจำนวนมากปฏิบัติการพร้อมกัน

ทั้งนี้ Remote ID เพียงอย่างเดียวไม่สามารถทำหน้าที่เป็นระบบ UTM ได้ครบถ้วน

แต่ถือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบพื้นฐานที่ช่วยให้ระบบบริหารจัดการจราจรอากาศยานไร้คนขับในอนาคตสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม แนวทางการพัฒนา UTM ในแต่ละประเทศยังมีความแตกต่างกันตามบริบทการใช้งาน โครงสร้างพื้นฐาน กรอบกฎหมาย ระดับการพัฒนาอุตสาหกรรมการบิน และนโยบายด้านความมั่นคงของแต่ละประเทศ จึงยังไม่มีรูปแบบใดที่สามารถนำมาใช้เป็นต้นแบบสากลได้ทั้งหมด

แต่สิ่งที่หลายประเทศมีร่วมกัน คือความพยายามในการสร้างกลไกที่ช่วยให้การใช้งานอากาศยานไร้คนขับจำนวนมากสามารถดำเนินไปได้อย่างปลอดภัย มีประสิทธิภาพ และสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้เมื่อจำเป็น

นี่คือเหตุผลที่หลายประเทศทั่วโลกกำลังเดินหน้าในทิศทางเดียวกัน

แม้รายละเอียดทางเทคนิค วิธีการนำไปใช้ และกรอบกฎหมายของแต่ละประเทศจะแตกต่างกันก็ตาม

แม้ประเทศไทยจะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการพิจารณาแนวทางดังกล่าว แต่ทิศทางที่ปรากฏจากการรับฟังความคิดเห็นครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นว่าประเด็น Remote ID กำลังถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาในฐานะส่วนหนึ่งของภาพอนาคตการบริหารจัดการอากาศยานไร้คนขับเช่นเดียวกับหลายประเทศทั่วโลก

ทั้งนี้ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นยังคงดำเนินอยู่ และผลลัพธ์สุดท้ายอาจมีการปรับปรุงรายละเอียด เงื่อนไข หรือแนวทางการดำเนินการจากที่ปรากฏในร่างประกาศปัจจุบันได้ ตามกระบวนการทางกฎหมายและการรับฟังความคิดเห็นสาธารณะ

สำหรับประเทศไทย สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้ตัวเนื้อหาของร่างประกาศ คือการที่หน่วยงานกำกับดูแลได้เปิดโอกาสให้ประชาชน ผู้ประกอบการ นักบินโดรน และผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง เข้ามามีส่วนร่วมผ่านกระบวนการรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการ

ไม่ว่าท่านจะเห็นด้วย เห็นต่าง หรือมีข้อกังวลต่อแนวทาง Remote ID มากน้อยเพียงใด

สิ่งสำคัญที่สุดอาจไม่ใช่การแสดงความคิดเห็นต่อกันบนสื่อสังคมออนไลน์

แต่คือการส่งความคิดเห็นไปยังหน่วยงานผู้รับผิดชอบโดยตรง ผ่านช่องทางรับฟังความคิดเห็นที่เปิดไว้ในขณะนี้

เพราะทุกความคิดเห็นที่ส่งเข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นทางการ มีโอกาสถูกนำไปพิจารณาประกอบการตัดสินใจมากกว่าความคิดเห็นที่กระจายอยู่ในโลกออนไลน์เพียงอย่างเดียว

การรับฟังความคิดเห็นสาธารณะไม่ใช่เพียงขั้นตอนทางกฎหมาย

แต่เป็นโอกาสที่ผู้ใช้งาน ผู้ประกอบการ นักบินโดรน นักพัฒนาเทคโนโลยี และประชาชนทั่วไป จะได้ร่วมกันสะท้อนมุมมองต่ออนาคตของอุตสาหกรรมโดรนไทย

เพราะเมื่อประกาศมีผลบังคับใช้แล้ว การปรับปรุงแก้ไขในภายหลังมักต้องใช้เวลาและกระบวนการที่ซับซ้อนมากขึ้น

หากมีข้อเสนอแนะ ข้อห่วงกังวล หรือมุมมองที่ต้องการให้ผู้กำหนดนโยบายรับทราบ ช่วงเวลานี้อาจเป็นช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดในการส่งเสียงของตนเองเข้าสู่กระบวนการอย่างเป็นทางการ

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว

ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ใช่การเลือกระหว่าง “ความปลอดภัย” หรือ “ความเป็นส่วนตัว”

แต่คือการออกแบบระบบที่สามารถรักษาทั้งสองสิ่งไว้ได้พร้อมกัน

เพราะในท้ายที่สุดแล้ว เทคโนโลยีที่ดีอาจไม่ใช่เทคโนโลยีที่ให้อิสระอย่างไร้ขอบเขต หรือเทคโนโลยีที่ควบคุมทุกสิ่งอย่างเข้มงวดที่สุด

แต่คือเทคโนโลยีที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างความปลอดภัย สิทธิ เสรีภาพ ความเป็นส่วนตัว และความเชื่อมั่นของสังคมได้พร้อมกัน

และนั่นอาจเป็นโจทย์สำคัญที่สุดของการพัฒนา UAV ไทยในทศวรรษข้างหน้า

เพราะอนาคตของอุตสาหกรรมโดรนอาจไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเรามีเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยเพียงใด

แต่อยู่ที่ว่าเราจะสามารถสร้างสมดุลระหว่างนวัตกรรม ความปลอดภัย สิทธิของประชาชน และความเชื่อมั่นของสังคมได้ดีเพียงใดต่างหาก

หมายเหตุจากผู้เขียน

บทความนี้จัดทำขึ้นเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ การแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเชิงสร้างสรรค์ และการสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับการพัฒนาอุตสาหกรรมอากาศยานไร้คนขับของประเทศไทยในเชิงวิชาการ

เนื้อหาเป็นการเรียบเรียง วิเคราะห์ และสังเคราะห์จากข้อมูลสาธารณะ หลักการทางเทคนิค และแนวทางการกำกับดูแลที่ปรากฏในหลายประเทศทั่วโลก

ผู้เขียนมิได้เป็นตัวแทนของหน่วยงานกำกับดูแลใด ไม่ว่าจะเป็นสำนักงาน กสทช. สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) หรือหน่วยงานภาครัฐอื่น และไม่มีส่วนได้เสียต่อกระบวนการรับฟังความคิดเห็นที่กำลังดำเนินอยู่

บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการรับรู้ของสาธารณชน และสนับสนุนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนต่อการพัฒนา UAV ไทยในอนาคต

ผู้เขียนขอเชิญชวนให้ผู้อ่านร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นด้วยเหตุผล ข้อมูล และความสุภาพทางสังคม เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สังคมโดรนไทยที่ปลอดภัย มีความรับผิดชอบ และพร้อมเติบโตไปสู่มาตรฐานสากล

หากท่านมีข้อคิดเห็นต่อแนวทาง Remote ID หรือประเด็นอื่นที่เกี่ยวข้องกับร่างประกาศ ควรส่งข้อคิดเห็นเข้าสู่ช่องทางรับฟังความคิดเห็นอย่างเป็นทางการของหน่วยงานผู้รับผิดชอบในช่วงเวลาที่เปิดรับฟังความคิดเห็น เนื่องจากเป็นช่องทางที่สามารถนำไปสู่การพิจารณาและปรับปรุงรายละเอียดของกฎเกณฑ์ได้โดยตรง

สามารถเผยแพร่ อ้างอิง หรือส่งต่อได้ โดยคงเนื้อหาครบถ้วนและระบุที่มา

CR: ครูแดง @ Drone Thai Training Center (DTTC)

 

 

 
 
 

ความคิดเห็น

ได้รับ 0 เต็ม 5 ดาว
ยังไม่มีการให้คะแนน

ให้คะแนน
bottom of page