จับตาความเคลื่อนไหว UAV ไทยยุคใหม่
- Drone Thai

- 8 มิ.ย.
- ยาว 1 นาที
4 มิถุนายน 2569 กสทช. เปิดรับฟังความคิดเห็น
ร่างประกาศ UAV 4 ฉบับ
UAV ไทย 69 EP 1
จากเอกสารประกอบการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียและประชาชนทั่วไปต่อ (ร่าง) ประกาศ กสทช. ที่เกี่ยวข้องกับอากาศยานซึ่งไม่มีนักบิน (UAV) จำนวน 4 ฉบับ ซึ่งเผยแพร่โดยสำนักงาน กสทช. ในเดือนพฤษภาคม 2569 และเปิดรับฟังความคิดเห็นตามกระบวนการที่กฎหมายกำหนด
ในวันนี้ วงการโดรนประเทศไทยอาจกำลังอยู่ในช่วงเวลาที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่งนับตั้งแต่มีการเริ่มระบบขึ้นทะเบียนโดรนและผู้บังคับอากาศยานอย่างเป็นทางการเมื่อหลายปีก่อน

แม้ชื่อของร่างประกาศจะดูเป็นเรื่องด้านคลื่นความถี่ เครื่องวิทยุคมนาคม และมาตรฐานทางเทคนิค แต่หากพิจารณาในภาพรวมของอุตสาหกรรมแล้ว สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญจาก “ยุคโดรนเพื่อการบิน” ไปสู่ “ยุคระบบอากาศยานไร้คนขับ” อย่างเต็มรูปแบบ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา การกำกับดูแล UAV ของประเทศไทยถูกแบ่งออกเป็นสองส่วนหลัก
สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ทำหน้าที่กำกับดูแลด้านการบิน ความปลอดภัย การขึ้นทะเบียนผู้บังคับอากาศยาน และการอนุญาตทำการบิน
ขณะที่สำนักงาน กสทช. รับผิดชอบด้านคลื่นความถี่ เครื่องวิทยุคมนาคม และระบบสื่อสารที่อยู่เบื้องหลังการทำงานของอากาศยาน แต่ร่างประกาศฉบับใหม่กำลังสะท้อนภาพของการกำกับดูแลที่เชื่อมโยงกันมากขึ้นระหว่าง “การบิน” และ “การสื่อสาร” เพราะในความเป็นจริง UAV สมัยใหม่ไม่ได้เป็นเพียงอากาศยานที่บินได้อีกต่อไป แต่เป็นระบบเครือข่าย (UAS – Unmanned Aircraft System) ที่ประกอบด้วยอากาศยาน สถานีควบคุม ระบบระบุตำแหน่ง ระบบส่งภาพ ระบบรับส่งข้อมูล และโครงข่ายสื่อสารที่ต้องทำงานร่วมกันตลอดภารกิจ
หนึ่งในประเด็นที่มีนัยสำคัญที่สุด คือ การเปิดทางให้ UAV สามารถเชื่อมต่อผ่านโครงข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่และโครงข่ายดาวเทียมได้อย่างเป็นทางการ
ในอดีต การควบคุมโดรนส่วนใหญ่ยังอาศัยคลื่นวิทยุระยะใกล้ เช่น 2.4 GHz และ 5.8 GHz ซึ่งเหมาะสำหรับการบินในระยะสายตา (Visual Line of Sight : VLOS) แต่เมื่อภารกิจมีขนาดใหญ่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบแนวสายส่งไฟฟ้าหลายสิบกิโลเมตร การสำรวจท่อส่งพลังงาน การติดตามไฟป่า การค้นหาและกู้ภัย หรือการเกษตรขนาดใหญ่ การควบคุมผ่านคลื่นระยะใกล้เพียงอย่างเดียวเริ่มไม่เพียงพอ
ร่างประกาศจึงเปิดทางให้ UAV สามารถเชื่อมต่อผ่านเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่ได้รับอนุญาตแล้วในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นระบบ 4G หรือ 5G รวมถึงการสื่อสารผ่านดาวเทียมในย่านความถี่ 1518–1559 MHz และ 1610–1660.5 MHz เพื่อรองรับการบิน Beyond Visual Line of Sight (BVLOS)
ความหมายของเรื่องนี้ คือ UAV อาจสามารถติดต่อกับสถานีควบคุมผ่านเครือข่ายโทรศัพท์หรือดาวเทียมได้ แม้จะอยู่ห่างจากผู้ควบคุมหลายกิโลเมตร หรือแม้กระทั่งอยู่นอกระยะสายตาโดยสิ้นเชิง
นี่ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญที่หลายประเทศกำลังใช้เพื่อผลักดันอุตสาหกรรม UAV เชิงพาณิชย์และการปฏิบัติการระดับอุตสาหกรรม
นอกจากนี้ ร่างประกาศยังเสนอการรองรับระบบ Drone ID หรือ Remote ID ซึ่งเป็นแนวคิดที่หลายประเทศทั่วโลกเริ่มนำมาใช้ โดยหลักการคือ อากาศยานสามารถส่งข้อมูลตัวตน ตำแหน่ง และสถานะการบินออกไปได้ เพื่อให้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถตรวจสอบและติดตามการใช้งานน่านฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
แม้ประเทศไทยยังไม่ได้ประกาศบังคับใช้งานในทันที แต่การที่ Remote ID ถูกระบุไว้ในร่างประกาศครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าประเทศไทยกำลังเริ่มวางรากฐานสำหรับระบบ UTM (Unmanned Traffic Management) หรือระบบบริหารจราจรทางอากาศสำหรับ UAV ในอนาคต
ในด้านเทคนิค ร่างประกาศยังเสนอการรองรับคลื่นความถี่ใหม่เพิ่มเติมสำหรับ UAV ได้แก่
• 72–72.475 MHz
• 433.05–434.79 MHz
• 920–925 MHz
• 57–64 GHz
• 76–77 GHz
รวมถึงการกำหนดมาตรฐานสำหรับระบบเรดาร์ ระบบ Detect and Avoid และระบบป้องกันการชน ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสำคัญของ UAV ยุคใหม่ที่ต้องการทำการบินนอกระยะสายตาอย่างปลอดภัย
หากมองในเชิงนโยบาย ภาพที่สะท้อนออกมาจากร่างประกาศครั้งนี้ คือแนวคิดการกำกับดูแลที่เปิดกว้างมากขึ้นกว่าที่เคยเป็นมา
จากเดิมที่มุ่งเน้นการควบคุมและจำกัดความเสี่ยงของโดรนขนาดเล็ก
สู่การเริ่มเตรียมความพร้อมสำหรับระบบอากาศยานไร้คนขับที่มีความซับซ้อนมากขึ้น มีการเชื่อมต่อมากขึ้น และสามารถสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจได้มากขึ้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ร่างประกาศฉบับนี้ไม่ได้สะท้อนเพียงมุมมองของหน่วยงานกำกับดูแลเท่านั้น แต่ยังสะท้อนความต้องการที่แท้จริงของภาคอุตสาหกรรม ผู้ผลิต ผู้พัฒนาระบบ และผู้ปฏิบัติการ UAV มืออาชีพ ที่ต้องการเห็นประเทศไทยสามารถก้าวไปสู่การปฏิบัติการรูปแบบใหม่เช่นเดียวกับประเทศชั้นนำทั่วโลก
เพราะเมื่อเทคโนโลยี UAV กำลังก้าวจากยุค Phantom และ Mavic ไปสู่ยุคของ BVLOS, Autonomous Operations, Drone Logistics, Smart Agriculture, Infrastructure Inspection และ UTM การกำกับดูแลก็จำเป็นต้องพัฒนาไปพร้อมกัน
ขณะเดียวกัน การเปิดโอกาสทางเทคโนโลยีก็มาพร้อมกับความคาดหวังที่สูงขึ้นต่อผู้ปฏิบัติการ
อนาคตของอุตสาหกรรม UAV อาจไม่ได้ต้องการเพียงคนที่บังคับจอยสติ๊กได้ดี
แต่ต้องการบุคลากรที่เข้าใจการวางแผนภารกิจ การบริหารความเสี่ยง การใช้ข้อมูล การสื่อสาร การประเมินสถานการณ์ การตัดสินใจ และการทำงานร่วมกับระบบอัตโนมัติที่ซับซ้อนมากขึ้น
ดังนั้น สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้อาจไม่ใช่เพียงการแก้ไขกฎระเบียบด้านคลื่นความถี่
แต่เป็นสัญญาณที่ชัดเจนว่าประเทศไทยกำลังเริ่มเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน กฎหมาย และกลไกกำกับดูแล เพื่อรองรับอีกทศวรรษหนึ่งของการบินโดรนไทย ทศวรรษที่คำว่า “นักบินโดรน” อาจค่อย ๆ เปลี่ยนไปสู่คำว่า “ผู้ปฏิบัติการระบบอากาศยานไร้คนขับ” อย่างเต็มรูปแบบ
CR : ครูแดง @ DTTC
Drone Thai Training Center (DTTC)
อนุญาตให้เผยแพร่ อ้างอิง หรือส่งต่อได้ โดยคงสาระสำคัญไว้ครบถ้วนและระบุเครดิต





ความคิดเห็น